
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายปี 2567 จะเติบโต 7-10% จากปี 2566 ที่มีรายได้จากการขาย 616,635 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยมีปัจจัยจากกำลังการผลิตปิโตรเคมีจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากปีนี้ไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ รวมทั้งคาดว่าราคาขายปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเฉลี่ยจะดีขึ้น มีการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจ allnex คาดว่าปริมาณการขายจะดีขึ้น 10% ตามการฟื้นตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์
ทั้งนี้ มาร์จิ้นปิโตรเคมีในช่วง 1-2 ปีที่ผ่าน ได้มาถึงจุดต่ำสุดแล้ว นับเป็นการต่ำสุดในรอบ 30 ปี ขณะนี้จึงเริ่มดีขึ้น และจะเริ่มเห็นชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่ายังมีปัญหาซัพพลายล้นตลาด และความต้องการลดลงจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ซึ่งมองแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมีในไตรมาส 1 ยังทรงตัว เนื่องจากความต้องการยังมีความไม่แน่นอน แต่คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไปน่าจะเติบโตได้ดีขึ้น
บริษัทฯ ได้วางงบลงทุนในช่วง 5 ปีนี้ ประมาณ 100-150 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อลงทุนในบริษัทย่อย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของธุรกิจ allnex โดยเป็นแกนกลางในการขยายตลาดในจีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปี 2567 จะเน้นการเติบโตในธุรกิจ High Value Low Carbon มุ่งสร้างธุรกิจต่อเนื่อง ธุรกิจที่ไม่ใช่ Core Business ก็จะหาพันธมิตรเข้ามาร่วมพัฒนา เสริมสร้างความแข็งแกร่ง มีการศึกษาธุรกิจใหม่เกี่ยวกับไฮโดรเจนและคาร์บอน โดยใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่บริษัทฯ มีในธุรกิจไฮโดรคาร์บอน สร้างความแตกต่างและผลตอบแทนทางธุรกิจในอนาคต
ที่ผ่านมา GC ได้มีการลงนามความร่วมมือศึกษาเทคโนโลยีการพัฒนาโรงงานปิโตรเคมีระหว่างบริษัทกับ บริษัท มิตซูบิชิ ฮีวี่ อินดัสทรี เอเชียแปซิฟิก จำกัด (MHI-AP) โดยมี 2 เป้าหมายหลัก ได้แก่ ศึกษาเพื่อเปรียบเทียบความเป็นไปได้ในการใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย เป็นเชื้อเพลิงสำหรับกังหันแก๊ส และเทคโนโลยีการดักจับ จัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ในกระบวนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และศึกษาหาแนวทางการปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพในระบบดักจับ จัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหมาะสมสำหรับกระบวนการผลิตไฮโดรเจน (Steam Methane Reforming: SMR)
บริษัทฯ ยังคงเพิ่มความเข้มข้นในการแข่งขัน โดยใช้กลยุทธ์ 3 Steps Plus ประกอบด้วย Step Change, Step Out และ Step Up เพื่อปรับให้สอดคล้องกับ Industry Landscape ที่เปลี่ยนแปลงไป
Step Change: สร้างรากฐานแข็งแกร่ง ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่าย และการพัฒนาความร่วมมือในมิติต่าง ๆ รวมถึงมุ่งเน้นการเติบโตทางธุรกิจที่เน้นตลาด โดยการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) มีเป้าหมาย 56% ในปี 2571 และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม
Step Out: แสวงหาโอกาสใหม่เพื่อสร้างการเติบโต และดูแลด้านต้นทุนของ allnex พร้อมขยายตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Bio & Circularity) มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์รีไซเคิล รวมถึง Bio-Refinery โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้สามารถนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องต่าง ๆ ทั้งในอุตสาหกรรมสุขอนามัยส่วนบุคคล อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ฯลฯ
Step Up: สร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ โดยดำเนินงานด้าน Decarbonization ให้เป็นไปตามเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 รวมถึงมุ่งมั่นรักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลประกอบการปี 2566 มีรายได้รวม 616,635 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปี 2565 และมีกำไรสุทธิ 999 ล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกจากการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คิดเป็นมูลค่ารวม 47,700 ล้านบาท การกำไรพิเศษจากการขายหุ้น จีซี โลจิสติกส์ โซลูชั่นส์ ให้กับ WHA จำนวน 50% ได้เงินมา 2,640 ล้านบาท และ allnex ก็มี EBITDA 200 กว่าล้านบาท รวมทั้งได้กำไรเพิ่มจากการซื้อหุ้นกู้คืน และมีการนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาทำกำไร ซึ่งได้ทำให้มีกำไรเข้ามา 7,000 ล้านบาท
นายคงกระพัน กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลที่ยืนหนึ่งด้านความยั่งยืนของ GC ดังนั้น ในปี 2567 บริษัทฯ จึงต่อยอดแนวคิด “ดีขึ้นเพื่อคุณ ดีขึ้นเพื่อโลก” พร้อมชวนทุกคนมาเป็น “GEN S..Generation Sustainability คนเจนใหม่หัวใจยั่งยืน” สร้างแรงกระเพื่อมการใช้ชีวิตแบบ Net Zero Lifestyles ร่วมกู้โลก
ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าว/สนใจลงโฆษณาติดต่อ นิตยา สุวรรณสิทธิ์ -0628929797
<
ลิงค์สำรองการฟังวิทยุออนไลน์ FM101.MHZ