
ขอนแก่น ผนึกกำลังสกัดยาเสพติด หลังพบถูกใช้ลำเลียงยาบ้าเข้าพื้นที่ รุกป้อง-ปราบ-บำบัด-ติดตาม ตัดวงจรเสพซ้ำ ขณะที่ สสส.เปิดข้อมูลสุดอึ้ง คนไทย 1.9 ล้านคนติดหนัก หนุนใช้สูตรชุมชนล้อมรักษ์ แก้ปัญหายั่งยืน ปักหมุด 5 จังหวัดไปต่อภายในปี 70
เมือเวลา 10.30 น วันที่ 22 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่โรงแรมบายาสิตา ขอนแก่น กรมการปกครอง ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดกิจกรรม อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้บำบัด เพื่อเสริมความรู้ทักษะในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดอย่างต่อเนื่องในชุมชน และ การอบรมพัฒนาศักยภาพชุมชนและอดีตผู้ผ่านการบำบัด เพื่อดูแลผู้ใช้ยาเสพติดอย่างมีส่วนร่วม โดยมีผู้ปฎิบัติงานที่รับผิดชอบด้านยาเสพตืดในพื้นที่ 6 อำเภอเป้าหมายของ จ.ขอนแก่น เข้าร่วมรับการอบรมอย่างพร้อมเพรีย
นายประจวบ รักแพทย์ รอง ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า ยาเสพติดยังเป็นภัยคุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวมในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ยังมีการลักลอบลำเลียงและกระจายยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยาบ้า ยาไอซ์ ในพื้นที่โดยเฉพาะ 6 อำเภอ ประกอบด้วย อ.อุบลรัตน์ ,น้ำพอง,ชุมแพ ,มัญจาคีรี ,หนองเรือ และ อ.บ้านฝาง ซึ่งได้ขับเคลื่อนมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งหลักๆ คือ บูรณาการฝ่ายปกครอง ตำรวจ และชุมชนในการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ไม่ให้มีการแพร่ระบาดในชุมชน พร้อมนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดในระบบสาธารณสุข และมีระบบติดตามหลังการบำบัดเสร็จสิ้น ให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปลอดภัย และลดโอกาสกลับไปเสพซ้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งการบูรณาการความร่วมมือนี้เพื่อเป้าหมายสำคัญ คือ การลดจำนวนผู้เสพ ผู้ค้า และสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน
“การอบรมในวันนี้เป็นก้าวสำคัญ เป็นการรวมพลังจาก 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วยกลุ่มบุคลากรผู้บำบัด ที่ต้องอาศัยทักษะวิชาชีพควบคู่ไปกับความเข้าใจในบริบทใหม่ ๆ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ กลุ่มภาคีเครือข่ายชุมชนและอดีตผู้ผ่านการบำบัด ซึ่งถือเป็นกลไกภาคประชาชนที่เข้มแข็งที่สุด ทั้งนี้ตนขอย้ำว่า ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนของจังหวัดขอนแก่น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community-Based Treatment and Care: CBTx) จึงหวังว่าผู้เข้ารับการอบรมจะใช้เวทีนี้ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำองค์ความรู้ที่ได้ไปขับเคลื่อนงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม”
ขณะที่ น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับการดำเนินการแก้ปัญหายาเสพติดในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะสร้างผลกระทบอย่างรอบด้าน จากข้อมูล ปัจจุบันพบผู้ใช้สารเสพติด 1.6 ถึง 1.9 ล้านคนหรือคิดเป็น 3-4% ของประชากรทั้งหมด เนื่องจากมีราคาถูกเม็ดละ 20-30 บาทเท่านั้น ทั้งนี้ ยาเสพติดจะเข้าไปทำลายสมองส่วนการคิดและมีเหตุผล แล้วไปกระตุ้นสมองส่วนอยากให้รุนแรงขึ้น ทำให้มาตรการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้ผลเนื่องจากจะเน้นการปราบปรามหรือบำบัดระยะสั้น ขาดการฟื้นฟูต่อเนื่องทำให้ผู้ป่วยกลับเข้าสู่วงจรเดิม ดังนั้นเราจึงต้องปรับเปลี่ยนมุมมองจากผู้เสพคือผู้ป่วยโรคสมองติดยา เมื่อบำบัดจนเสร็จสิ้น แล้วติดตามต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี จะช่วยลดโอกาสในการกลับไปเสพยาซ้ำได้มากขึ้น ที่สำคัญคือจะต้องร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบตามแนวทางชุมชนล้อมรักษ์ หรือ CBTx คือการให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้กำลังใจ การสร้างโอกาส และการพัฒนาอาชีพ จะช่วยยืดระยะเวลาการไม่กลับไปใช้สารเสพติดซ้ำอย่างน้อย 1 ปี
“แผนปฏิบัติการเชิงรุกพื้นที่ยุทธศาสตร์ 10 จังหวัดในปี 2569-2570 จะเน้นไปที่ 5 จังหวัด คือเชียงใหม่, น่าน?ขอนแก่นอุบลราชธานี และนครศรีธรรมราช เบื้องต้นมี 3 จังหวัดนำร่องพัฒนาอำเภอต้นแบบร่วมกับสำนัก 1 คือนครปฐม อุดรธานีและนครพนม ส่วน 2 จังหวัดที่มีความร่วมมืออยู่แล้วคือกระบี่และบุรีรัมย์ อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนชุมชนล้อมรักษ์ระดับจังหวัดนั้นจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนเชิงนโยบาย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข ต้องร่วมกันกำหนดนโยบายสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนทำงานสอดประสานกันสร้างกลไกป้องกันและแก้ปัญหาโดยใช้ชุมชน เป็นฐาน อย่างเป็นระบบ ทำงานแบบบูรณาการ ร่วมกันทั้งหน่วยงานรัฐและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถลดปัจจัยเสี่ยงได้อย่างแท้จริง”
ด้าน นพ.ชาญชัย ธงพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญรักษ์ขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเปิดมินิธัญญารักษ์ แล้ว 400 กว่าแห่ง เฉพาะขอนแก่นมีประมาณ 3-4 แห่ง รับดูแลระยะกึ่งวิกฤต หรือหลังภาวะฉุกเฉินผ่านการดูแลจากโรงพยาบาลชุมชนแล้วอาการดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ ยังต้องการการติดตาม จึงส่งไปยังโรงพยาบาลชุมชนที่เปิดมินิธัญญารักษ์ เพื่อให้โรงพยาบาลที่ดูแลก่อนหน้านี้มีพื้นที่ในการดูแลผู้ป่วยรายอื่นต่อไป ยืนยันว่าไม่ได้ซ้ำซ้อนกับศูนย์พักคอย ซึ่งตามพ.ร.บ.ยาเสพติด จะมีหน่วยบริการสำหรับดูแลผู้ป่วยยาเสพติด 4 ประเภท คือ ศูนย์คัดกรอง อยู่ตามรพ.สต.หรือหน่วยที่ตั้งขึ้น ,สถานพยาบาลที่ดูแลโดยพยาบาล แพทย์ ทำการบำบัดฟื้นฟู ,สถานฟื้นฟู อย่างมินิธัญญารักษ์ ทำหน้าที่ฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่ได้มีการให้ยาหรือทำหัตถการต่างๆ และ ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม ทำหน้าที่ติดตาม ช่วยเหลือ หลังจากที่คนไข้ผ่านการฟื้นฟูในสถานพยาบาล หรือสถานฟื้นฟูแล้ว เพื่อทำให้เขามีงานทำ เรียนได้ มีที่พัก เป็นต้น ซึ่งซีไอก็คือส่วนนี้
“จากข้อมูลสถิติตัวเลขทั้งประเทศ ผู้ที่เข้ารับการดูแลในมินิธัญญารักษ์นั้นค่อนข้างน่ากังวล เพราะตัวเลขอายุน้อยลงเรื่อยๆ บำบัด แต่เดิมเป็นวัยทำงานตอนกลาง หรือประมาณ 30-40 ปี แล้วค่อยๆ ขยับลงมา ตอนนี้ราวๆ 22-23 ปี เท่ากับว่า เป็นช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยใกล้จะจบ และกลุ่มเด็กก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ฉะนั้นเรากังวลว่าไม่ว่าจะวัยทำงานตอนต้นหากใช้ยาแล้วไม่ได้รับการดูแล อนาคตเขาจะเป็นแรงงานที่อาจมีปัญหา รวมถึงเด็กรุ่นถัดมาหากไม่จัดการก็จะมีปัญหา ดังนั้นสสส.จึงมีกระบวนการการส่งเสริมป้องกัน”
ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าว/สนใจลงโฆษณาติดต่อ นิตยา สุวรรณสิทธิ์ 084-0323211-0628929797
ลิงค์สำรองการฟังวิทยุออนไลน์ FM101.MHZ