วันพฤหัสบดี, 16 เมษายน 2569

เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา เดินหน้าพบผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด ขอเลื่อนเวที ค.2 โรงงานน้ำตาล-ไฟฟ้าชีวมวลทุ่งกุลา ที่จะมีขึ้น 18 ก.ค.นี้

ชาวบ้านทุ่งกุลาปทุมรัตต์ ปะทะคารมเดือด ในห้องประชุม ขอให้ขอฟังชาวบ้าน รับดำเนินการแจ้งเลื่อนเวที ค.2 โรงงานน้ำตาล-ไฟฟ้าชีวมวลทุ่งกุลา ที่จะทำครั้งใหม่ ในวันที่ 18 ก.ค.มีเงื่อนงำเลือกปฏิบัติ ทำประชาพิจารณ์ในจุดที่จะตั้งโรงงาน เพื่อกันคนคัดค้านไม่ให้เข้าร่วมเวที  ยื่นคำขาด หลังจากที่ยอมย้ายพื้นที่ปลูกอ้อยออกไปแล้ว จะต้องย้ายโรงงานน้ำตาลออกไปจากทุ่งกุลา จึงจะยอม

วันที่ 11 กรกฎาคม 66 เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลาฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เรียกร้องให้ย้ายพื้นที่ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล (ชานอ้อย) และโครงการโรงงานผลิตน้ำตาลไปตั้งนอกพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ หวั่นกระทบพื้นที่การผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ซึ่งเป็นสินค้า GI ของชุมชน และคัดค้านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 (ค.2) เพื่อประกอบการจัดทำ EIA ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม นี้

 “เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา” ประกอบด้วย สภาองค์กรชุมชนตำบลโนนสวรรค์ สภาองค์กรชุมชนตำบลสระบัว กลุ่มนาแปลงใหญ่อำเภอปทุมรัตต์ นักพัฒนาเอกชน และนักวิชาการ ประมาณ 60 คน นำโดย นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์  ผู้ประสานงานเครือข่างคนฮักทุ่งกุลา  เดินทางไปจากหน้าประตูสาเกตุ บึงพลาญชัย ไปยังศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อยื่นหนังสือและเรียกร้องต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงการดำเนินโครงการอุตสาหกรรม โครงการโรงงานผลิตน้ำตาล และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล (ชานอ้อย) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ หลังก่อนหน้านี้ได้มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องเพื่อแสดงเจนตนารมย์ในการปกป้องพื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ซึ่งเป็นสินค้า GI (Geographical Indication) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการกำลังจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 (ค.2) เพื่อประกอบการจัดทำ EIA 2 ฉบับ คือ EIA โรงงานผลิตน้ำตาลและ EIA โรงไฟฟ้าชีวมวล ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2566

 โดยเครือข่ายคนฮักทุ่งกุลายื่นข้อเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่ คือ 1.ขอให้ย้ายพื้นที่ตั้งโรงงานของบริษัททั้งสองออกไปจากพื้นที่ทุ่งกุลาฯ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการกำหนดพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นเขตส่งเสริมการปลูกอ้อยในอนาคต  2.แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 (ค.2) เพื่อประกอบการจัดทำ EIA 2 ฉบับ คือ EIA โรงงานผลิตน้ำตาลและ EIA โรงไฟฟ้าชีวมวล รวมทั้งปรามและห้ามกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แกนนำชุมชน เข้าไปมีส่วนร่วมและหนุนหลัง การทำประชาพิจารณ์ อีกครั้ง ในนามผู้ประการโรงงานตาลรายเดิม ที่ประชาพิจารณ์ไมผ่าน แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ ซึ่งจะทำประชาพิจารณ์ใหม่  ในวันที่ 18 กรกฎาคม นี้ เนื่องจากมองว่า จะมีการเกณฑ์คนเข้าร่วมรับฟังในเวทีเพียงฝ่ายเดียวและกีดกันคนที่เห็นต่างไม่สามารถเข้าร่วมเวที

  ซึ่งเมื่อเดินทางถึงหน้าศาลากลางจังหวัดมีนายสนอง ดลประสิทธิ์ รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด ลงมาพบเพื่อรับข้อเรียกร้อง แต่แกนนำและชาวบ้านปฏิเสธ ที่จะพูดคุยด้วยเนื่องจากเห็นว่า ไม่มีอำนาจการตัดสินใจ และให้คำตอบ ที่ต้องการสังยกเลิก ทั้งการทำประชาพิจารณ์  ที่ผิดปกติ เรื่องจาก การทำประชาพิจารณ์ริบที่จะถึงนี้ เป็นการทำในบริเวณที่จะตั้งโรงน้ำตาล ซึ่งเป้นการเลือกปฏิบัติ กันชาวบ้านในส่วนที่คัดค้าน ไม่ให้มีโอกาสร่วมประชุมคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับการทั้งทำประชาพิจารณ์ และคัดค้านการสร้างโรงน้ำตาล ในพื้นที่เดิม ซึ่งจากการคัดค้านที่ผ่านมา จนมีการยกเลิกการปลูกอ้อยในพื้นที่ไปแล้ว ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าเมื่อยกเลิกการปลูกอ้อยไปแล้ว ต้องกการให้ย้ายโรงงานน้ำตาล ไปตั้งที่อื่นด้วยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  โยไม่สร้างในที่เดิมหรือในเขตทุ่งกุลร้องไห้ร้อยเอ็ดอีก

ซึ่งหลังจากนายสนอง ดลประสิทธิ์   กล่าว่ว่า นางทรงพล ใจกริ่ม ไปราชการนอกพื้นที่ จะกลับมาหลัง 14.00 น.ชาวบ้านยืนยันว่าจะปักหลักรอการตัดสินใจ ของ ผวจ.เท่านั้น และพากันปักหลักรอด้วยการขนอุกรณณ์การทำอาหาร ลงมาหุงห่าอาหารกินที่หน้าศาลากลางจังหวัด โดยยืนยันว่าต้องการพบ ผวจ.เท่านั้น หากไม่ได้พบก็พร้อมที่จะปักหลักค้างแรมที่หน้าศาลากลาง จนกว่าจะได้รับคำตอบตามที่ต้องการ   จึงจะยอมสลายตัว

   จนกระทั่งหลังเวลา 14.00 น. ที่ ผวจ.ร้อยเอ็ด กลับมาคณะ จึงเข้าเจรจากับ ผวจ.ร้อยเอ็ด ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด  ซึ่งในที่ประชุมเกิดการปะทะคารมกันค่อนข้างจะรุนรแง  เมื่อแกนนำยืนยันชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร จากทั้งฉัตรวุฒิ สวัสดิผล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ ซึ่งมาให้คำตอบแทน ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจ.ร้อยเอ็ด  ซึ่งไปราชการเชียงใหม่ ต้องให้คำตอบภายในวันนี้ ว่าจะออกหนังสือสั่งให้ยกเลิกการทำประชาพิจารณ์ เพื่อสร้างโรงน้ำตาลในวันที่  18 ลง และต้องรับปากว่า ต้องงดสร้างโรงน้ำตาลในพื้นที่ร้อยเอ็ด โดยเด็ดขาด

 ภายหลังการเจรจาตกลงกันไม่ได้  นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัด อย่าศึก ด้วยการ กล่าวว่า  ผวจ.และ ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จ.ร้อยเอ็ด ไม่มีอำนาจสั่งยกเลิกได้ และทำได้เพียง สั่งการขอให้เลื่อนการจัดเวทีฯ วันที่ 18 กรกฎาคมนี้ ออกไป และขอให้เลือกสถานที่จัดเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าไปรับฟังและเสนอข้อคิดเห็นอย่างเป็นธรรม  เน้นให้กระบวนการเป็นไปตามข้อกฎหมายและมีความเป็นกลางที่สุดต่อไป  

      ซึ่งในขณะที่กลุ่มผู้คัดค้านไม่ยอม เน้นว่าวันนี้ จะต้องมีคำตอบเป้นลายลักษณ์อักษร ที่ลงนามโดย ผวจ.ร้อยเอ็ด ต้องยืนยันสั่งการไปยังพื้นที่ว่า ให้งดการจัดเวทีประชาพิจารณ์ ในวันที่ 18 ก.ค.ลงก่อน เพราะเท่าที่ผ่านมา การทำประชาพิจารณ์ ล้วนมีการทำไมถูกต้อง มีการเลือกปฏิบัติในการทำประชาพิจารณ์  เอาแต่คนที่ไม่คัดค้าน เข้าร่วมเวที  และการทำประชาพิจารณ์ หากจะมีขึ้นอีก ผวจ.ร้อยเอ็ด ต้องแจ้งไปยังนายอำเภอปทุมรัตต์ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านวางตัวเป็นกลาง เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ให้ข้อมูลเรื่องการเกณฑ์คนเข้าร่วมเวที ค.2  ทั้งที่ชาบ้านส่วนใหญ่คัดค้าน และคัดค้านการก่อสร้างโรงน้ำตาลในพื้นที่ แต่กลับยังไม่รับเรื่อง ให้ย้ายโรงงานออกจากพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ซึ่งต้องมีการดำเนินขั้นตอนตามกฎหมาย

       ทั้งนี้ การคัดค้าน เพื่อต้องการพิทักษ์รักษา พื้นที่ทุ่งกุลาฯ ดังกล่าวที่มี  1,526,302 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตาม ‘ประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้’ ทะเบียนเลขที่ สช 50100022 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2550  ที่มีพื้นที่ทั้งสิ้น 2,107,690 ไร่ ประกอบด้วย  จังหวัดร้อยเอ็ด 986,807 ไร่  จังหวัดสุรินทร์ 575,993 ไร่  จังหวัดศรีสะเกษ 287,000 ไร่  จังหวัดมหาสารคาม 193,890 ไร่  จังหวัดยโสธร 64,000 ไร่   ซึ่งมีความสำคัญในการเพาะปลูก ผลิต และส่งออกข้ามหอมมะลิ GI ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป ไมให้ถูกทำลายจากกลุ่มทุน ทำไร่อ้อยและโรงน้ำตาล

//////////////////////////////

โชติกา  ทวนชัยภูมิ/ภาพ/ข่าว