
“กกพ.” เปิดรับฟังความคิดเห็นอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 โดยเสนออัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 4 ทางเลือก อยู่ระหว่าง 3.95ถึง 4.73 บาทต่อหน่วย ภายใต้การบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 27/2569 (ครั้งที่ 1,017) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กกพ. มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 จำนวน 4 กรณี โดยมีอัตรา
ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) อยู่ระหว่าง 3.95 – 4.73 บาทต่อหน่วย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน
ผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราค่าเอฟทีต่อไป
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่าการประมาณการค่าเอฟทีในรอบนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านต้นทุนเชื้อเพลิงหลายประการ โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาเชื้อเพลิงอ้างอิงในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังมีความผันผวน อันเป็นผลจากสถานการณ์พลังงานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวจะมีแนวโน้มลดลงตามฤดูกาลก็ตาม
“กกพ. ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเหมาะสม
ซึ่งรวมถึงการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF)
มาประกอบการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเป็นไปอย่างเหมาะสม โปร่งใส และ
ไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในระยะยาว”ดร.พูลพัฒน์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าว
ที่ผ่านมา กกพ. ได้ทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างต่อเนื่อง ภายหลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน
ที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันคงเหลือ 31,268 ล้านบาท ทั้งนี้ ในการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ กกพ. ได้นำเสนอทางเลือกการบริหารต้นทุนหลายแนวทาง รวมถึงการพิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้บรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า โดยจะนำความคิดเห็นที่ได้รับจากทุกภาคส่วนมาประกอบการพิจารณาก่อนมีมติกำหนดค่าเอฟทีต่อไป
ทั้งนี้ ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 27/2569 (ครั้งที่ 1,017) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กกพ.
ได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้ กฟผ. เป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้ กกพ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยกระบวนการดังกล่าวมีขั้นตอนที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายกำหนด จึงมีมติให้สำนักงาน กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อทางเลือกการกำหนดค่าเอฟทีสำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ซึ่งสะท้อนแนวทางการบริหารต้นทุน
ในระดับที่แตกต่างกัน ทั้งการสะท้อนต้นทุนตามสูตร การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) การปรับปรุงแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันตามแนวนโยบายกระทรวงพลังงาน และการพิจารณา
นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาประกอบการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศค่าเอฟทีอย่างเป็นทางการ โดยมี 4 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1:ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft(จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างกฟผ. ทั้งหมด)
ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 94.82 สตางค์ต่อหน่วยซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ftที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 (FAC) จำนวน 46.27สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งเมื่อรวมค่า Ftขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.73 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20จากระดับ 3.95บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ ในการประมาณการดังกล่าว ยังไม่รวมถึงประมาณการรายการปรับปรุงค่าภาระต้นทุนคงค้างค่าก๊าซธรรมชาติ หรือ AFGas สำหรับเดือน กันยายน – ธันวาคม 2569 (งวดที่ 3) เป็นเงินจำนวน 2,580 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 4.01 สตางค์ต่อหน่วย
กรณีที่2:กรณีต้นทุน FAC ประจำงวด (ข้อเสนอ กฟผ.)ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 46.27 สตางค์ต่อหน่วยซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 จำนวน 46.27 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย)ไว้แทนประชาชนซึ่งเมื่อรวมค่า Ftขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.25 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้า
ทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8จากระดับ 3.95บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน
รายละเอียดการเปรียบเทียบสมมติฐานที่ใช้คำนวณค่าเอฟทีตามกรณีที่ 1 และกรณีที่ 2กับงวดก่อนหน้า
| สมมุติฐาน | หน่วย | พ.ค. – ส.ค. 58 (ค่าไฟฟ้าฐาน) [1] | พ.ค. – ส.ค. 69 (ประมาณการ) [2] | ก.ย. – ธ.ค. 69 (ประมาณการ) [3] | เปลี่ยนแปลง [3]-[2] |
| – ราคา Pool Gas | บาท/ล้านบีทียู | 264 | 347 | 375 | +28(+8.07%) |
| อ้างอิงน้ำมันดิบดูไบ | USD/บาเรล | 85.0 USD/บาเรล | 103.1 USD/บาเรล | +18.1 USD/บาเรล | |
| – ราคาน้ำมันเตา | บาท/ลิตร | 15.20 | 28.45 | 29.93 | +1.48(+5.20%) |
| – ราคาน้ำมันดีเซล | บาท/ลิตร | 25.86 | 30.54 | 29.33 | -1.21(-3.96%) |
| – ราคาลิกไนต์ (กฟผ.) | บาท/ตัน | 569.70 | 820.00 | 820.00 | 0(0%) |
| – ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ย (IPPs) | บาท/ตัน | 2,826 | 3,107 | 3,429 | +322.99(+10.40%) |
| สัดส่วนก๊าซธรรมชาติใน Pool Gas – อ่าวไทย – เมียนมา – LNG | พันล้านบีทียู/วัน | 3,682 2,514 854 314 | 3,749 1,531 413 1,805 | 3,477 1,521 405 1,551 | -272(-7.26%) -10(-0.65%) -8(-1.94%) –254(-14.07%) |
| วิธีการคิด Pool Gas ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า | Gulf Gas /Pool Gas | Two Pools | โครงสร้างราคา ก๊าซธรรมชาติใหม่** | โครงสร้างราคา ก๊าซธรรมชาติใหม่** | – |
| การใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้า | ล้านลิตร/เดือน | ไม่อยู่ในแผน | ตามความจำเป็น | ตามความจำเป็น | – |
| ราคา Spot LNG | USD/ล้านบีทียู | – | 18.80 | 18.60 | -0.20 (-1.1%) |
| อัตราแลกเปลี่ยน | บาท/USD | 33.05 | 31.27 | 32.51 | +1.24(+4.0%) |
หมายเหตุ:* ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566
** ดำเนินการตามมติกพช. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568
กรณีที่3:กรณีปรับปรุงราคา Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ตามแนวนโยบายกระทรวงพลังงานโดย ปตท. พิจารณาร่วมกับ กฟผ. ปรับราคาSpot LNG ลดลงเป็น 17.6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูทำให้ประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 4 เดือน เท่ากับ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู (ลดลงจากเดิม 11.4 บาทต่อล้านบีทียู) ส่งผลให้ค่า Ft ขายปลีกที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 เท่ากับ 41.27 สตางค์ต่อหน่วย(ลดลงจากกรณีที่ 2 จำนวน5 สตางค์ต่อหน่วย) โดยกรณีนี้กฟผ.จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย)ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ftขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.20 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6จากระดับ 3.95บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน
กรณีที่4:กรณีปรับปรุงราคา Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ตามแนวนโยบายกระทรวงพลังงานร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้าส่งผลให้ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 16.23 สตางค์ต่อหน่วยซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 จำนวน 41.27 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้กฟผ.จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย)ไว้แทนประชาชน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 16,127.17 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.04สตางค์/หน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งเมื่อรวมค่า Ftขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เท่ากับ 3.95 บาทต่อหน่วย คงที่เท่ากับในงวดปัจจุบัน
ดร.พูลพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่ากกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ควบคู่กับการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและรักษาความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ โดยความคิดเห็นที่ได้รับจากการเปิดรับฟังในครั้งนี้ จะนำมาประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้าง และผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราค่าเอฟที สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ต่อไป
ทั้งนี้ กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. (www.erc.or.th)ตั้งแต่วันที่ 13 – 20กรกฎาคม2569ก่อนรวบรวมข้อคิดเห็นและประกาศอย่างเป็นทางการ
ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าว/สนใจลงโฆษณาติดต่อ นิตยา สุวรรณสิทธิ์ 084-0323211-0628929797
ลิงค์สำรองการฟังวิทยุออนไลน์ FM101.MHZ