วันศุกร์, 3 เมษายน 2569

ชู “มหาสารคาม-กุดโดน” สองตัวแทนไทยชิงรางวัลอาเซียนปลอดบุหรี่ ปี 69 ผนึกกำลังท้องถิ่นสกัดบุหรี่ไฟฟ้า ปกป้องอนาคตชาติ

เมื่อวันที่17 มีนาคม 2569 กรมควบคุมโรค จับมือมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และภาคีเครือข่าย ประกาศความสำเร็จดัน “เทศบาลเมืองมหาสารคาม” และ “อบต.กุดโดน”(จังหวัดกาฬสินธุ์) ชิงรางวัลระดับภูมิภาค “อาเซียนปลอดบุหรี่ ประจำปี 2569” (ASEAN Smoke-Free Award) พร้อมเปิดเวทีเสวนาใหญ่ โดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับ เทศบาลเมืองมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จัดเสวนาเวที “อนาคตการควบคุมบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ในมือท้องถิ่นไทย” ปีที่ 2 เนื่องในโอกาสวันท้องถิ่นไทย 18 มีนาคม ของทุกปี หัวข้อ “พลังท้องถิ่นสกัดกั้นบุหรี่ไฟฟ้า: มุ่งพัฒนาการศึกษา เศรษฐกิจ และสุขภาพคนในชุมชน” ณ ห้องประชุมพระบรมธาตุนาดูน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

ก้าวสำคัญสู่รางวัลระดับอาเซียน นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค เปิดเผยข่าวดีว่า เทศบาลเมืองมหาสารคาม จ.มหาสารคาม และ องค์การบริหารส่วนตำบลกุดโดน จ.กาฬสินธุ์ ได้รับการเสนอชื่อจากสำนักเลขาธิการอาเซียนให้เข้าชิงรางวัล “อาเซียนปลอดบุหรี่ ประจำปี 2569” ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีผลงานการดำเนินงานควบคุมยาสูบที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรม

ด้าน นายภาคิน ติระพงศ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ระบุว่าความสำเร็จนี้เกิดจากการมุ่งเป้าสู่ “มหาสารคาม Smart City” ที่เน้นการลดปัจจัยเสี่ยงและสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยย้ำว่า “บุหรี่ไฟฟ้ากำลังเคาะประตูหน้าบ้านทุกชุมชน ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ ลูกหลานเราจะถือพอตกันทุกคน” กำทำงานโดยการใช้ศักยภาพของเราในการบูรณาการกับภาคีเครือข่ายทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทศบาลเห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการศึกษาและสุขภาพ ความท้าทายต่อไปคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมไปถึง การปกป้องเยาวชนจากการเสพติดบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า

วิกฤตเยาวชน: บุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 5.3 เท่า ใน 7 ปี ในเวทีเสวนา “พลังท้องถิ่นสกัดกั้นบุหรี่ไฟฟ้า: มุ่งพัฒนาการศึกษา เศรษฐกิจ และสุขภาพคนในชุมชน” เนื่องในวันท้องถิ่นไทย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 5.3 เท่า ภายในเวลาเพียง 7 ปี

“นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าคือสารพิษทำลายสมองเด็ก ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และสมาธิตลอดชีวิต ทั้งยังเป็นประตูสู่ยาเสพติดชนิดอื่น (Gateway Effect) ที่ซ้ำเติมครอบครัวยากจนให้ขาดโอกาสทางการศึกษา” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

ผลกระทบวงกว้าง: การศึกษาถดถอย-เศรษฐกิจสูญเสีย ด้านการศึกษา: ผศ.ดร.เนตรชนก จันทร์สว่าง รักษาราชการแทนอธิการบดี มรภ.มหาสารคาม เผยว่าบุหรี่ไฟฟ้าบั่นทอนสมาธิการเรียนรู้ ทำให้ดัชนีพัฒนาเยาวชนไทยรั้งท้ายเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และเวียดนาม พร้อมเสนอแนวทางให้มหาวิทยาลัยเป็นเขตปลอดบุหรี่ 100% เพื่อปกป้องนักศึกษา

ด้านเศรษฐกิจ: นายโฆษิต เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม ยืนยันว่าการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายไม่คุ้มค่า โดยยกบทเรียนจากมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่เปิดเสรีแล้วพบว่ารายได้ภาษีลดลง แต่สินค้าหนีภาษีกลับเกลื่อนเมือง ประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มทุนต่างชาติเท่านั้น

จี้ท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำว่าประเทศไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าและขายบุหรี่ไฟฟ้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ “การบังคับใช้” จึงขอให้ อปท. ทั่วประเทศบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองและสาธารณสุขในการกวาดล้างอย่างจริงจัง

บทสรุปจากเวที: ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเห็นพ้องให้คงมาตรการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป อนาคตการควบคุมบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ในมือท้องถิ่นไทย” ปีที่ 2 พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรง ต่อทั้งระบบการศึกษา สุขภาพ และความมั่นคงของเยาวชนไทย โดยเฉพาะการเพิ่มความเสี่ยงด้านพฤติกรรมรุนแรงและการใช้ยาเสพติดชนิดอื่น การอนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือสร้างรายได้ภาษีให้รัฐอย่างคุ้มค่า ดังที่พบเห็นตัวอย่างความล้มเหลวในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาเยาวชนยังบั่นทอนสมาธิและประสิทธิภาพการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลให้ดัชนีการพัฒนาเยาวชนไทยตกต่ำลงเมื่อเทียบกับระดับสากล ดังนั้น การคงมาตรการห้ามขายและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องอนาคตของชาติมากกว่าการหวังผลกำไรจากภาษีบาป 

////////////////

โชติกา ภาพ/ข่าว