
จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จวขอนแก่น และชุดสืบสวนสภ. บ้านฝาง ร่วมกันสืบสวนจับกุม นายพงศธร ฤทธิ์ลือไกล อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 150 ม.4 ต.โนนอุดม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น และ น.ส.ปนัดดา ล่าราชสอน อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 545 ม.10 ต.หนองเรือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น หลังก่อเหตุเผ่ศพทารกในเตาเผาถ่านกลางไร่อ้อยของชาวบ้าน หินฮาว ม.4 ต.โนนฆ้อง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าในเรืองนี้เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 20 ส.ค. 2568 พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนและชุดสืบสวนสภ.บ้านฝาง นำตัวนายพงศธร พ่อของทารกแรกเกิดที่ก่อเหตุเผาร่างลูกชายตัวเองในเตาเผาถ่าน มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุ ส่วน น.ส.ปนัดดา เกิดความเครียดหน้าซีดจะเป็นลม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำส่งโรงพยาบาลบ้านฝางทำให้ไม่สามารถมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพร่วมกันได้
โดยบรรยากาศการทำแผน ได้มีชาวบ้านในพื้นที่ต่างมารอดูการทำแผนของทางตำรวจกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองต้องควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย เนื่องจากชาวบ้านแต่ละคนต่างรู้สึกโกรธแค้นที่พ่อและแม่ของเด็กก่อเหตุสะเทือนใจกล่าวขึ้นในพื้นที่ ท่ามกลางเสียงด่าทอสาปแช่งของชาวบ้านดังขึ้นเป็นระยะ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง สามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดเหตุรุมประชาทัณฑ์ขึ้น
โดยจุดแรกนั้นเป็นจุดที่พ่อและแม่เด็กนำร่างของลูกชายซึ่งห่อใส่ตะกร้าสีชมพู ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายเข้ามาจอดบริเวณกระท่อมหน้าเตาเผาถ่าน แล้วถือตะกร้าไปวางไว้บริเวณด้านหน้าเตาเผาถ่าน แล้วเอาสังกะสีที่อยู่บริเวณนั้นไปวางรองในเตาถ่าน พร้อมกับนำท่อนฟืนขนาดใหญ่ประมาณ 7-8 ท่อนที่อยู่ใกล้ๆไปวาง ก่อนเอาผ้าชุบน้ำมันในถังรถจยย.ตัวเองมาวางเป็นเชื้อเพลิง และเปิดฝาตะกร้าที่ใส่ร่างลูกเอาไว้โดยไม่ได้ดูศพ แล้วโยนเข้าไปในเตาเผาถ่านทั้งตะกร้าก่อนจะจุดไฟเผา พอไฟลุกประมาณ 20 นาทีก็นำสังกะสีอีกแผ่นมาปิดแล้วขับรถจักรยานยนต์ออกไปที่บ้านของเจ้าของไร่อ้อยที่มีเตาเผาถ่านกับภรรยาทันที
ซึ่งในช่วงที่ชี้จุดทำแผนประกอบคำรับสารภาพนั้น นายพงศธร กล่าวขอขมาวิญญาณลูกชายด้วยว่าเสียใจและขอโทษ ทั้งยังบอกวิญญาณลูกชายด้วยว่า เป็นลูกคนแรกแต่เรื่องเป็นแบบนี้แล้วก็ขออโหสิกรรมให้พ่อ ก่อนที่ตำรวจจะคุมตัวไปทำแผนยังจุดที่ 2 ที่บ้านของเจ้าของที่ไร่อ้อยที่มีเตาเผาถ่าน
ซึ่งในจุดที่ 2 นั้น นายพงศธร บอกว่า พาภรรยามานอนพักในบ้านเจ้าของที่ เนื่องจากรู้จักกันมานานแล้วและเคยมาเล่นด้วยเป็นประจำ โดยช่วงที่พามานั้นบอกกับเจ้าของบ้านว่า ภรรยาผิดสำแดงขอนอนพัก พร้อมกับซื้อกับข้าวมากิน โดยตนเองนั่งเงียบ ส่วนภรรยาเป็นคนพูดคุยเล่นกับเจ้าของบ้านทั่วไป ไม่ได้บอกว่าไปเผาอะไรมา โดยไม่ได้มีใครสงสัยอะไรก่อนจะพากันกลับไปช่วงกลางคืน แล้วกลับไปที่พักที่แมนชั่นในเมืองขอนแก่น ก่อนที่ทางตำรวจจะตุมตัวนายพงศธรไปชี้จุดที่แมนชั่นแล้วพากลับมาที่ สภ.บ้านฝาง เพื่อทำการสอบปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียดดำเนินคดีตามกฎหมาย
พ.ต.อ.กรภพ เนตรไธสง ผกก.สภ.บ้านฝาง กล่าวว่า ในทางคดีนั้น จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า เด็กคลอดออกมาในวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งแม่เด็กอยู่ตามลำพัง ส่วนพ่อเด็กไปทำงาน โดยฝ่ายหญิงให้การว่าหมดสติหลังจากได้ยินลูกร้องจะลุกขึ้นไปดู แต่ตื่นขึ้นมาตอนเช้าวันที่ 16 ส.ค. พบว่าเด็กตัวเขียวเสียชีวิตแล้ว ทั้งคู่จึงเอาเด็กห่อผ้าห่อถุงดำแล้วใส่ตะกร้าสีชมพู ขับรถจยย.ขับมาโดยตั้งใจเผาทำลาย หลังเผาเสร็จทั้งคู่ได้หลบหนีออกจากที่พักในแมนชั่น โดยฝ่ายชายได้ไปส่งฝ่ายหญิงที่ภูมิลำเนาที่ อ.หนองเรือ ส่วนฝ่ายชายก็กลับภูมิลำเนาที่ อ.ชุมแพ โดยขณะนั้นฝ่ายหญิงก็มีอาการไม่ดีเนื่องจากเสียเลือดมาก และทั้งคู่ไม่มีเงิน จึงตกลงกันว่าแยกย้ายกันไปพักหาที่หลบก่อน และรู้ตัวว่าถูกตามจับได้พยายามหลบหนีการจับกุมของตำรวจ กระทั่งทางทีมสืบสวนของ ภ.จว.ขอนแก่น และ สืบสวน สภ.บ้านฝาง ได้ร่วมกันสืบสวนจนพบตัวฝ่ายหญิงในอ.หนองเรือ และให้ฝ่ายหญิงพาไปหาฝ่ายชายกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ในพื้นที่ อ.ชุมแพ
“ทั้งคู่ให้การภาคเสธ ซึ่งฝ่ายหญิงในการว่าไม่ได้ทำร้ายลูกจนตาย แต่เกิดจากการที่ตัวเองเป็นลมหน้ามืด หมดสติแล้วทับลูกจนเสียชีวิต ซึ่งขัดต่อพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ยืนว่า เด็กมีการคลอดออกมาเป็นบุคคลแล้ว มีอวัยวะทุกส่วนของร่างกายทำงานครบถ้วนสมบูรณ์ โดยคลอดออกมาได้ประมาณ 2-5 วันและมีสายรกติดอยู่ มีการกินนมจากมารดาเพราะขี้เทาของเด็กนั้นหมดแล้วซึ่งตรวจในท้องและลำไส้ใหญ่มีอุจจาระสีเหลืองแล้ว ทำให้ยืนยันได้ว่ามีการกินการย่อยในร่างกายแล้ว พร้อมทั้งพบบาดแผลของเด็กบริเวณด้านหลังมีการกระทบกระเแทกกับของแข็งไม่มีคม และเป็นลักษณะตีอย่างแรงที่บริเวณกระโหลกด้านหลัง น่าเชื่อได้ว่าเกิดจากการถูกจับกระแทกซึ่งอาจจะกระแทกที่พื้นหรือของแข็งบางอย่าง ไม่พบแผลกดทับหรือฟกช้ำบริเวณทรวงอก ทำให้ขัดกับคำให้การที่ฝ่ายหญิงบอกว่าคลอดลูกออกมาบนเตียงแล้วเป็นลมหมดสติทับลูก โดยทางตำรวจนั้นไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของแม่เด็กโดยจะมีการสอบปากคำเพิ่มเติมเพราะเชื่อว่าแท่จะทำร้ายลูกจนเสียชีวิต”
ผกก.สภ.บ้านฝาง กล่าวต่อว่าในเบื้องต้นนั้นทางตำรวจได้ตั้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย พร้อมควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มข่าว/สนใจลงโฆษณาติดต่อ นิตยา สุวรรณสิทธิ์ 084-0323211-0628929797
ลิงค์สำรองการฟังวิทยุออนไลน์ FM101.MHZ